วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่5



 บันทึกอนุทินครั้งที่5

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 11 เดือน กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2558




ความรู้ที่ได้รับ


กิจกรรมก่อนเรียน

               นักศึกษาใส่ถุงมือข้างที่ไม่ถนัด แล้ววาดมืออีกข้างที่อยู่ในถุงมือ โดยมีข้อแม้ว่าต้องวาด
ให้เหมือนจริงที่สุด วาดให้ละเอียด แม้กระทั้งเส้นเลือด รอยย่น เส้นเลือด รอยตำหนิ







การสอนเด็กปกติและเด็กพิเศษ

               ทักษะของครูและทัศนคติ  ครูควรมองเด็กให้เป็นเด็ก ไม่ควรแบ่งแยก สายตาที่มองเด็กควรมองให้เหมือนกันทุกคน ถึงแม้ว่าครูจะรู้ว่าเด็กมีความบกพร่องก็ตาม เพราะเด็กสัมผัสได้ว่าครูมองเหมือนเด็กคนอื่นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นควรมองให้เป็นภาพรวม

               การฝึกเพิ่มเติม  บางโรงเรียนที่ดีจะมีการช่วยเหลือครู อาจมีการอบรมระยะสั้นหรือสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น และอำนวยเรื่องสื่อต่างๆ เช่น หนังสือ อินเตอร์เน็ต สื่อต่างๆที่ครูสามารถศึกษาความรู้เพิ่มเติม  เช่น เพจต่างๆ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กชอบแชร์ มาเล่าประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านั้นสำคัญมาก เพราะครูสามารถนำข้อมูลมาปรับใช้กับเด็กได้

               การเข้าใจภาวะปกติ  เด็กมีความคล้ายกันมากกว่าความแตกต่าง ครูจำเป็นต้องจำชื่อจริง/ชื่อเล่นของเด็กทุกคนในห้อง เพราะเด็กพิเศษเหมือนเพื่อนไม่แตกต่าง

               การคัดแยกเด็กที่มีพัฒนาการช้า ต้องคัดเด็กให้ออกว่าคนไหนเป็นเด็กพิเศษ ดังนั้นการบันทึกสำคัญมาก ครูควรมองเดกให้ออกแล้วห้ามบอกกับคนอื่นรู้ ที่สำคัญต้องมองเด็กให้เป็นเด็ก ห้ามมองหยุดชะงักที่เด็กเป็นเวลานานเกินไป เพราะเด็กจะสงสัย

               ความพร้อมของเด็ก  การสอนทุกครั้งต้องดูความพร้อมของเด็กเป็นหลัก เพราะเด็กแต่ละคนอายุเท่ากันแต่วุฒิภาวะใกล้เคียงกัน เด็กทุกคนจะมีแรงจูงใจต่างกัน และในห้องเรียนเด็กทุกคนมีโอกาสที่จะเรียนเท่ากัน แต่ที่ต่างกันก็คือ เด็กพิเศษมีการเรียนรู้ที่ช้ากว่าเด็กปกติ  ห้องเรียนรวมที่ดี คนเป็นครูสามารถทำให้มีขีดจำกัดให้น้อยๆ เพราะจะให้เด็กมีโอกาสเยอะๆ

               การสอนโดยบังเอิญ  เด็กพิเศษชอบวิ่งเข้ามาหาครูเมื่อมีปัญหา ยิ่งเด็กเข้ามาหาครูมากเท่าไหร่ ครูยิ่งมีโอกาสสอนเด็กมากขึ้นเท่านั้น ครูต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก ครูต้องมีความพร้อมที่จะพบเด็ก ครูต้องมีความสนใจเด็ก

                        - บังเอิญทำกิจกรรมนี้พอดี ช่วงทำกิจกรรม เช่น ศิลปะ ระบายสีน้ำแล้ว สองสีต่างกัน แต่พอผสมกันก็กลายเป็นสีอื่น

                         - เกิดเหตุการณ์ เด็กพิเศษจะวิ่งเข้ามาหาครู เพื่อขอความช่วยเหลือ เช่น น้อง ออทิสติกกำลังกำสีเทียนทำงานศิลปะ พอดีเทียนหัก สีก็จะมุดใต้กระดาษ เด็กก็จะมาขอความช่วยเหลือจากครู ครูสามารถสอนเด็กได้

                         - ถ้าเด็กมาปรึกษาครู อย่าใช้เวลากับเด็กคนใดคนหนึ่งนานจนเกินไป ถ้ามัวแต่ยุ่งกับเด็กคนหนึ่งนานจนเกินไป เด็กคนอื่นจะรู้สึกว่า "คนนี้อีกแล้ว แล้วหนูหล่ะ"

               อุปกรณ์ที่ดีที่สุดในห้องเรียนรวม คือ ไม่แบ่งแยกเพศเด็กเล่นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เล่นได้หลากหลายเป็นสื่อที่ไม่ตายตัว เช่น บล็อก

               ตารางประจำวัน เด็กพิเศษจะไม่ค่อยชอบตารางที่เปลี่ยนแปลง คงที่มั่นคงเป็นแพตเทิล ข้อดีคือ เด็กคาดคะเนกิจกรรมได้เด็กรู้สึกภูมิใจมั่นใจที่จะทำ

ทัศนะคติของครู

               ความยืดหยุ่น ครูต้องยีดหยุ่นให้เป็น แผนการสอนต้องยืดหยุ่นและปรับให้เป็น บางครั้งครูอาจจะสอนเด็กไม่ได้ ครูจำเป็นต้องคิดแผนสด ไม่ต้องเป๊ะจนเกินไป ไม่ต้องดังทุรังสอน ครูต้องตอบสนองต่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กแต่ละคน

               การใช้สหวิทยาการ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างการบำบัดกับกิจกรรมในห้องเรียน กิจกรรมที่ใช้มากคือ การร้องเพลง

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการเรียนรู้

                 เด็กทุกคนสอนได้ เด็กเรียนไม่ได้เพราะขาดโอกาสมากกว่าไร้สมรรถภาพ ทุกคนมีศักยภาพอยู่กับตัว ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นมีมากน้อยขนาดไหน

เทคนิคการให้แรงเสริม  เด็กพิเศษชอบการชมมาก

                 แรงเสริมทางสังคมจากผู้ใหญ่ ความสนใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นสำคัญมาก เป็นการให้เด็กเกิดพฤติกรรมนั้นบ่อยๆ ยังมีแรงเสริมพฤติกรรมยิ่งเกิดบ่อยๆ

วิธีการแสดงออกถึงแรงเสริมจากผู้ใหญ่

               ตอบสนองด้วยวาจา แค่เด็กมาหาแล้วโชว์ผลงาน แค่ครูดูรูปแล้วพูดคำว่า "จร้า" ก็ถือว่าเป็นการตอบสนองสำหรับเด็กแล้ว

               การยืนหรือนั่งใกล้ตัวเด็ก เด็กจะชอบมาก

               พยักหน้ารับ ยิ้ม ฟัง แค่เด็กเงยหน้าขณะทำงานศิลปะ เพียงแค่ครูพยักหน้าให้เด็กยิ่งชอบ ครูยิ้มหวานทำให้เด็กรู้สึกว่าอ่อนโยน

               สัมผัสทางกาย  ด้วยการกอดเด็ก สำผัสตัวเด็กอย่างเต็มใจ เพราะเด็กพิเศษชอบการสัมผัสมาก เช่น เด็กดาวน์ชอบกอด ซบ หอมแก้วครู แต่ครูห้ามรังเกียจ กอดเด็กให้เเน่นๆ 

              หลักการให้แรงเสริมในเด็กปฐมวัย ครูต้องชมทันทีที่เด็กมีพฤติกรรมที่ดี แต่ไม่ต้องชมมากจนเกินไป เช่น ครูต้องการให้เด็กจับดินสอถูก พอเด็กจับดินสอเป็น ครูควรชมทันที ชมแค่บางพฤติกรรมพอ ไม่ต้องไปชมต่อ

               การแนะนำหรือบอกบท  เป็นวิธีการที่สำคัญมากสำหรับเด็กพิเศษ   ย่อยงาน บอกเป็นขั้นตอนโดยละเอียดลำดับความยากง่ายของงาน เป็นการเสริมแรงเพื่อให้เด็กค่อยๆก้าวไปสู่ความสำเร็จ การบอกบทจะค่อยๆน้อยลงตามลำดับ

               การกำหนดเวลา จำนวนและความถี่ของแรงเสริมที่ให้กับพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กต้องมีความเหมาะสม ห้ามยาวเกินไป

               ความต่อเนื่อง ครูต้องสอนแบบก้าวไปข้างหน้า หรือย้อนมาจากข้างหลัง

               การลดหรือหยุดแรงเสริม ครูจะจดแรงเสริมกับเด็กที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ห้ามให้เด็กทำในสิ่งที่เขาชอบ  เช่น ถ้าเด็กกำลังเล่นอยู่ ครูเอาของเล่นกลับ เอากิจกรรมออกจากตัวเด็ก (ครูจะใช้วิธีการนี้บ่อยมาก) จำนวนอายุ/จำนวนนาที ให้เด็กอยู่ในมุม



 
ประเมินตนเอง

            ตั้งใจฟังที่อาจารย์อธิบาย และพยายามจดเนื้อหาที่สำคัญ แต่ขาดการเตรียมตัวมาล่วงหน้า กิจกรรมวาดภาพเหมือน



ประเมินเพื่อน

            เพื่อนๆทุกคนมีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจจกรรม ทุกคนวาดรูปมือของตัวเองได้เหมือนมาก



ประเมินอาจารย์

           อาจารย์สอนสนุก มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลาย ไม่ได้สอนแค่ในเนื้อหา แต่นำกิจกรรมมาให้ทำ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าอาจารย์ให้วาดภาพเหมือนทำไม เพราะเรียนวิชาศิลปะครูห้ามให้เด็กวาดภาพตามแบบ แต่

 

    

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่4



บันทึกอนุทิน ครั้งที่4

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 4  เดือน กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2558




ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ไปนิเทศพี่ปี5



วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่3



บันทึกอนุทิน ครั้งที่3

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่28  เดือน มกราคม  พ.ศ. 2558




ความรู้ที่ได้รับ

              คาบนี้อาจารย์นำภาพดอกไม้มา ซึ่งแต่ละห้องอาจารย์จะเลือกภาพดอกไม้ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละห้อง เช่น ดอกบัว ดอกชบา ซึ่งในกลุ่มเรียนนี้ได้ "ดอกกุหลาบ" 
โดยอาจารย์ให้เขียนบรรยายว่าเห็นอะไรจากภาพนี้ 



                                                       ภาพดอกกุหลาบที่อาจารย์นำมา



                                                                   ภาพที่หนูวาด


              สิ่งที่เห็นจากภาพ :  กลีบดอกใหญ่กำลังบาน สีชมพูผสมขาว มีเป็นหยักบนกลีบดอก บางกลีบอ่อนบางกลีบเข้ม 

              สิ่งที่สะท้อนจากการทำกิจกรรม : การวาดภาพเหมือนของดอกกุหลาบก็เปรียบเสมือนการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก ครูต้องบันทึกพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมาจริงๆ บันทึกทุกอย่างที่เด็กทำ เขียนทุกอย่างที่เด็กพูด ครูไม่ควรมโนหรือใส่ความรู้สึกของตัวเองในการบันทึก ต้องบันทึกจากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมาเท่านั้น





เนื้อหาที่ได้เรียนในวันนี้ "บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม"

              ครูไม่ควรวินิจฉัย :  ครูดูอาการของเด็กออก เพราะอยู่กับเด็กตลอด ยิ่งครูมีความรู้ทำให้มองเด็กว่าเป็นอะไร แต่ครูห้ามวินิจฉัยว่าเด็กเป็นอะไรเด็กขาด เพราะหน้าที่วินิจฉัยเป็นหน้าที่ของแพทธ์เท่านั้น และที่สำคัญเมื่อครูรู้ว่าเด็กเป็นอะไรต้องเก็บไว้คนเดียว ห้ามบอกให้คนอื่นรู้เด็ดขาดโดยเฉพาะผู้ปกครอง จะทำให้เป็นการตีตราให้กับเด็ก

              ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ : ครูไม่ควรเล่าเรื่องไม่ดีให้พ่อแม่เด็กพิเศษฟังเด็ดขาด เพราะเขาทราบอยู่แล้วว่าลูกเขาเป็นอะไร เขาเลยไม่ชอบให้ครูตอกย้ำ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือคำชมจากครู ครูต้องตบหัวแล้วลูบหลัง ดัดจริตเยอะๆ ต้องรู้จักการใช้คำใช้ภาษาพูดแฝงในสิ่งที่เด็กทำไม่ได้ไปด้วย เพื่อให้พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กพัฒนายิ่งขึ้น

              ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก : ครูไม่ควรทำเด็ดขาด ห้ามตั้งฉายาให้เด็กปกติหรือเด็กพิเศษก็ตาม ไม่ว่าจะตั้งฉายาในด้านดีน่ารักก็ตาม เด็กจะไม่ชอบ เพราะเขามีชื่อ เช่นกรณีของเด็กดาวน์ซินโดรม เป็นเด็กน่ารัก ตาตี๋ ผิวขาว ครูจึงเรียกอาหมวยหรืออาตี๋ คนอื่นฟังอาจจะน่ารัก แต่เด็กที่ถูกเรียกจะไม่ชอบ เพราะเด็กคนอื่นครูเรียกชื่อ เขามีชื่อแต่ครูไม่เรียก เด็กจะเกิดความน้อยใจ เกิดความคิดว่าไม่เท่าเทียมกัน

             สิ่งที่ครูควรทำคือ ต้องจำชื่อจริง นามสกุล และชื่อเล่นของเด็กทุกคนในห้อง ครูทำได้จากการเช็คชื่อ

             สิ่งที่ครูควรทำ : ครูสามารถชี้ให้เห็ถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย สังเกตเด็กอย่างมีระบบและจดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ

             สังเกตเด็กอย่างมีระบบ (เป็นวิธีที่ดีที่สุด) : ครูต้องสังเกตและบันทึกอย่างเป็นระบบ ต้องเขียนตามความเป็นจริงที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมาและเขียนทุกอย่างที่เด็กพูด คนที่บันทึกพฤติกรรมของเด็กได้ดีที่สุดคือครู เพราะครูอยู่กับเด็กตลอดเวลาใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด แพทธ์หรือบุคคลอื่นจะมาขอข้อมูลเด็กกับครู ฉะนั้นครูต้องเขียนตามความจริงและต้องทำให้มีคุณภาพ
             การตรวจสอบ : จะทำให้รู้ว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไรและเป็นแนวทางที่สำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น สามารถบอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ

             ข้อควรระวังในการปฏิบัติ (เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด) : ครูต้องไวต่อความรู้สึกสามารถตัดสินใจได้ล่วงหน้า ต้องเรียงลำดับความสำคัญให้เป็น สิ่งไหนที่สำคัญต้องแก้ก่อน เช่น พฤติกรรมการเล่นคนเดียวของเด็กสำคัญที่สุดที่ครูควรแก้เป็นลำดับแรก เพราะการเล่นคนเดียวเป็นการขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม  ถ้าครูไม่แน่ใจในพฤติกรรมบางอย่าง ก็ให้เปรียบเทียบกับผู้ใหญ่หรือเด็กคนอื่นๆในห้องทำ แสดงว่าพฤติกรรมนั้นไม่น่าเป็นห่วง

             การบันทึกการสังเกต : ไปใช้กับเด็กที่เข้าข่ายเป็นเด็กพิเศษ ครูอย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองลงไป ต้องบันทึกตามจริงที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมา บอกเป็นข้อๆ จุดๆอย่างละเอียด

                 1) การนับอย่างง่ายๆ : การนับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม เช่น ตลอดทั้งวัน เด็กขว้างสิ่งของจำนวนกี่ครั้งหรือเช็คระยะเวลาในการกระทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ เด็กปกติส่วนมากทำไม่เกิน 2-3นาที เพราะเหนื่อย

                2) การบันทึกต่อเนื่อง (ดีที่สุด) : บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำได้ทุกช่วงทั้ง 6กิจกรรม สังเกตเวลาสอน ส่วนมากจะให้ครูพี่เลี้ยงในห้องทำบันทึกตั้งแต่ต้นจนจบกิจกรรม จะละเอียดมาก เพราะเวลาที่เราสอน เราไม่สามารถจดบันทึกทุกอย่างได้และถ้าเราบันทึกเองหลังจากทำกิจกรรมเสร็จเราอาจจะจำไม่ได้

               3) การบันทึกไม่ต่อเนื่อง : บันทึกพฤติกรรมเป็นชอตๆ แค่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเท่านั้น สั้นๆไม่ต่อเนื่อง บันทึกลงบัตรเล็กๆเพื่อเป็นการย้ำให้ครูเขียนแค่นี้พอ สามารถให้ครูพี่เลี้ยงจดได้

           การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป : ครูควรเอาใจใส่ระดับความมากน้อยของความบกพร่องมากกว่าชนิดของความบกพร่อง ถ้าเด็กในห้องหรือผู้ใหญ่เป็นไม่ต้องไปซีเรียส

           การตัดสินใจ : ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ ก่อนที่ครูจะพูดอะไรให้ผู้ปกครองต้องมั่นใจก่อนถึงจะพูดได้




การนำความรู้ไปใช้

           เพื่อได้เป็นครูประจำชั้น ถ้ามีเด็กพิเศษในห้อง สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือการวินิจฉัยอาการของเด็ก เพราะจะเป็นการตีตราให้กับเด็ก ต้องจำชื่อจริง นามสกุลและชื่อเล่นของเด็กทุกคนในห้อง ห้ามตั้งฉายาให้กับเด็กถึงแม้ฉายาที่เรียกจะน่ารักก็ตามแต่เด็กไม่ชอบ เด็กแต่ละคนมีชื่อ จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมกัน 

           ต้องสังเกตอย่างมีระบบ เขียนตามความจริงบันทึกทุกอย่างทุกเด็กแสดงพฤติกรรมออกมา และเขียนทุกอย่างที่เด็กพูด ห้ามมโนหรือเขียนตามความรู้สึกของตัวเอง ต้องเขียนตามความจริงที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมาเท่านั้น




ประเมินตนเอง

            ตั้งใจฟังที่อาจารย์อธิบาย และพยายามจดเนื้อหาที่สำคัญ แต่ขาดการเตรียมตัวมาล่วงหน้า กิจกรรมวาดภาพเหมือนของดอกกุหลาบ ยังวาดได้ไม่เหมือน จากกิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเราต้องไปใช้กับเด็กจริงๆ เราต้องจดบันทึกจากสิ่งที่เราเห็นจากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมาจริงๆ ห้ามไปเติม ห้ามเขียนตามความรู้สึกของตัวเอง ถ้าต่อไปได้มีโอกาสไปใช้จริงๆ หนูก็จะนึกถึงดอกกุหลาบสองสีนี้ค่ะ



ประเมินเพื่อน

            เพื่อนๆทุกคนมีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจจกรรม ทุกคนวาดรูปได้สวยและเหมือนแบบมาก 




ประเมินอาจารย์

           อาจารย์สอนสนุก มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลาย ไม่ได้สอนแค่ในเนื้อหา แต่นำกิจกรรมมาให้ทำ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าอาจารย์ให้วาดภาพเหมือนทำไม เพราะเรียนวิชาศิลปะครูห้ามให้เด็กวาดภาพตามแบบ เพราะเด็กจะไม่ได้ใช้จินตนาการเป็นการปิดกั้นความคิดของเด็ก แต่พอทำกิจกรรมเสร็จก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงให้วาดภาพให้เหมือนแบบมากที่สุด กิจกรรมนี้ทำให้เข้าใจในเนื้อหามากขึ้น




วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่2




บันทึกอนุทิน ครั้งที่2

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 21  เดือน มกราคม  พ.ศ. 2558

  

ความรู้ที่ได้รับ  

กิจกรรมก่อนเรียน  
   
           ร้องเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย ที่สามารถช่วยในการสอนกิจวัตรประจำวันของเด็กได้

                                                                                                   ผู้แต่ง อ.ศรีนวล รัตนสุวรรณ
                                                                                                    เรียบเรียง อ. ตฤณ แจ่มถิน
                                             


                                                                       
                                                                         
     เพลงอาบน้ำ

                                                             อาบน้ำซู่ซ่า     ล้างหน้าล้างตา

                                                    ฟอกสบู่ถูตัว              ชำระเหงื่อไคล

                                                    ราดน้ำให้ทั่ว              เสร็จแล้วเช็ดตัว

                                                    อย่าให้ขุ่นมัว             สุขกายสบายใจ



เพลง แปรงสีฟัน

                                                 ตื่นเช้าเราแรงฟัน            กินอาหารแล้วเราแปรงฟัน

                                        ก่อนนอนเราแปรงฟัน               ฟันสะอาดขาวเป็นเงางาม

                                        แปรงฟันที่ถูกวิธี                       ดูซิต้องแปรงขึ้นลง

                                         แปรงฟันที่ถูกวิธี                      ดูซิต้องแปรงขึ้นลง


เพลง พี่น้องกัน

                                                          บ้านของฉันอยู่ด้วยกันมากหลาย

                                               พ่อ แม่ ปู่ ย่า ลุง ป้า ตายาย

                                              มีทั้งน้า อา พี่และน้องมากมาย

                                              ทุกคนสุขสบาย เราเป็นพี่น้องกัน


เพลง มาโรงเรียน

                                                        เรามาโรงเรียน   เราเขียนเราอ่าน

                                               ครูเล่านิทานสนุกถูกใจ

                                               เราเขียนเราเล่น เราเป็นสุขใจ

                                               ร่าเริงแจ่มใสเมื่อมาโรงเรียน


           
 เพลงสามารถนำไปใช้กับเด็กพิเศษจริงๆและใช้ได้ผลด้วย เช่น เพลงอาบน้ำ เมื่อเด็กพิเศษทุกคนโดยเฉพาะเด็กดาวน์ซินโดรมเมื่อได้ยินเพลงอาบน้ำ ก็จะถอดเสื้อผ้าพร้อมที่อาบน้ำทันที 

             การร้องเพลงเป็นเคล็ดลับหนึ่งในการสอนเด็กเรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น เพลงแปรงฟัน  มีเด็กออทิศติกไม่ยอมแปรงฟัน เพราะจะกลับแปรงสีฟันมาก แล้วเมื่อเห็นเพื่อนร้องเพลงพร้อมๆกับแปรงสันตามจังหวะเพลง ต่อมาพอเดือนกว่าๆเด็กออทิสติกก็ยอมจับแปรงสีฟัน พอหลังจากนั้น 1อาทิตย์ เขาก็ยอมแปรงฟัน





เนื้อหาเรียนที่ได้รับในวันนี้ :

รูปแบบการจัดการศึกษา

             การศึกษาปกติทั่วไป (Regular ) เป็นการศึกษารูปแบบเดียวในสมัยก่อน ประมาณ 20-30ปีที่แล้ว เพื่อให้เด็กทั่วไปเรียน ส่วนเด็กพิเศษจะอยู่แบบซุกซ่อน พ่อแม่ให้ซ่อยอยู่แต่ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน เพราะอับอาย  พอสังคมเห็นความสำคัญของเด็กพิเศษจึงเกิดการศึกษาพิเศษขึ้นมา

            การศึกษาพิเศษ (Special Education) ได้นำแนวคิดมาจากต่างประเทศ เมื่อ 20กว่าปี เพื่อให้เฉพาะเด็กพิเศษได้เรียนเท่านั้น 

            จะเห็นได้ว่าสมัยก่อนการศึกษาจะมีการแยกกันชัดเจน ต่างคนต่างเรียน ทำให้เด็กอยู่แต่สังคมของตัวเอง ทำให้เด็กใช้ชีวิตในสังคมไม่ค่อยดี ทำให้เกิดการศึกษาแบบเรียนร่วม

การศึกษาแบบเรียนร่วมกับการศึกษาแบบเรียนรวมจะมีความคล้ายๆกัน 

            การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education)  ศูนย์EI เป็นผู้ควบคุมดูแลจะประสานงานกับทางโรงเรียน แล้วจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป หลักสูตรไม่เปลี่ยน แต่มีการเขียนแผน IEP การดูแลเด็กจะมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป โดยมีกิจกรรมให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน ในช่วงเวลาใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน การเรียนร่วมมี 2รูปแบบ 
  
                       1- การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)  เป็นการจัดให้เด็กพิเศษเรียนโรงเรียนปกติในบางเวลา เพราะเป็นเด็กพิเศษที่มีอาการระดับปานกลางถึงระดับมาก สามารถทำได้ในบางกิจกรรมเท่านั้น กิจกรรมที่ใช้กับเด็กพิเศษมากที่สุดคือ กิจกรรมดนตรี การเคลื่อนไหว เพราะดนตรีสามารถช่วยบำบัดอาการของเด็กพิเศษได้ดี และรองลงมา คือ กิจกรรมศิลปะ 

                       2- การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming) จัดให้เด็กที่มีอาการระดับน้อยเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน ต้องให้เด็กพิเศษและเด็กปกติได้มีกิจกรรมร่วมกันและได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน 

          การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)  เป็นความรับผิดชอบหลักของทางโรงเรียนจัดการศึกษาสำหรับทุกคนรับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา เด็กพิเศษจะมีสถานะเหมือนกับเด็กปกติทุกอย่าง โรงเรียนไม่สามารถเลือกเด็กได้ แต่เด็กและผู้ปกครองสามารถเลือกโรงเรียนได้ เช่น โรงเรียนสามเสน โรงเรียนเกษมพิทยา 

Wilson,2007  

           การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน คือสอนให้เด็กพิเศษได้ช่วยเหลือตนเองและใช้ชีวิตในสังคมได้ สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนในห้องได้ และเพื่อนก็สามารถปรับตัวและช่วยเหลือเด็กพิเศษได้
    
            กิจกรรมทุกชนิดที่นำไปสู่การสอนที่ดี ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้ กิจกรรมต้องไม่ยากจนเด็กพิเศษทำไม่ได้และไม่ง่ายจนเด็กปกติไม่อยากทำ

ความหมายที่ใช้โดยทั่วโลก จึงเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ทุกคนทุกประเทศได้เข้าใจตรงกัน

            "Inclusive Education is Education for all, It involves receiving people at the beginning of their education services needed by each individual"

              "การศึกษษแบบเรียนรวมรวมถึงทุกคนต้องเรียนตั้งแต่ขั้นต้นตั้งแต่วัยอนุบาล เด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน ครูจำเป็นต้องจัดการศึกษาให้เหมาะกับเด็กแต่ละบุคคล"

สรุปความหมายของการศึกษษแบบเรียนรวม

             เป็นการจัดการศึกษาที่จัดขึ้นให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติตามความต้องการของแต่ละบุคคล เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาส เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า "การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)" เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก 

             ทุกคนยอมรับว่ามีผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยก โดยเฉพาะเด็กดาวน์ซินโดรมจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นได้ชัด ครูจำเป็นต้องบอกเด็กคนอื่นๆก่อนเพื่อให้เด็กปกติเข้าใจ เพราะถ้าเด็กสงาสัยเด็กก็จะกลับไปถามผู้ปกครอง แล้วกลับมาเล่าให้เพื่อนให้ฟัง จึงทำให้เกิดการล้อเลียนได้ ทำให้เด็กรู้สึกและไม่อยากที่จะมาเรียนได้

ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

            ปฐมวัยเป็นวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ เพราะ เด็กอายุ 0-7 ขวบ เด็กจะเรียนรู้ได้ดี ซึมซับได้ดี และเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้



การนำความรู้ไปใช้

            นำเทคนิคการร้องเพลงต่างๆไปสอนเด็กในเรื่องของกิจวัตรประจำวัน เช่น บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องไปบอกเด็กว่า "เด็กค่ะไปอาบน้ำค่ะ" แต่เราสามารถร้องเพลงได้ เมื่อเด็กได้ยินเพลงเด็กก็เข้าใจทันที ดังกรณีที่อาจารย์ยกตัวอย่างเด็กดาวน์ซินโดรม




ประเมินตนเอง

             พยายามตั้งใจและจดสิ่งที่อาจารย์อธิบาย หลังจากได้ทำแบบทดสอบหลังเรียนกลับพบว่ายังทำไม่ค่อยได้ คาบหน้าควรที่จะปรับปรุงและต้องศึกษาเนื้อหาก่อนเข้าเรียน เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้น




ประเมินเพื่อน

             วันนี้เรียนรวมกับเพื่อนกลุ่มอื่น รู้สึกอบอุ่มมาก ปกติจะเดินสวนกันก็ไม่เคยได้มีโอกาสได้เรียนด้วยกัน แต่วันนี้ได้มีโอกาสคุยกัน ปรึกษากัน เพื่อนๆทุกคนตั้งใจเรียนและพยายามให้ความร่วมมือในการร้องเพลงและตอบคำถาม




ประเมินอาจารย์

              อาจารย์สอนสนุกเหมือนเดิม มีเทคนิควิธีการสอนที่ทำให้นักศึกษาเข้าใจง่ายไม่เครียด บรรยากาศในห้องสนุกไม่กดดันสนุกไปกับการเรียน ชอบวิธีการทำแบบประเมินหลังเรียนมาก เพื่อจะได้เช็คว่าเรามีความเข้าใจในเนื้อหามากน้อยเพียงใดและต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนไหน






วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่1



บันทึกอนุทิน

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 14  เดือน มกราคม  พ.ศ. 2558





ความรู้ที่ได้รับ

          
         เฉลยข้อสอบปลายภาคของเทอมที่แล้ว 

           
         ทบทวนความรู้เดิมที่ได้เรียนจากวิชา การอบรมเลี้ยงดูสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่ออาจารย์จะได้เช็คว่านักศึกษามีความรูเกี่ยวกับเด้กพิเศษมากน้อยเพียงใด

           
ความหมายของเด็กพิเศษ 

        ทางการแพทย์ หมายถึง เด็กพิการ เด็กที่มีความผิดปกติ เด็กที่มีความบกพร่อง เด็กที่สูญเสียสมรรถภาพ   ส่วนทางกายศึกษาก็หมายถึง เด็กที่ต้องการศึกษาเฉพาะของตัวเองซึ่งจำเป็นต้องการจัดการศึกษาให้ต่างจากเด็กปกติทางด้านเนื้อหา หลักสูตร กระบวนการที่ใช้และการประเมินผล (1 แผน/เด็ก 1 คน ถึงแม้ว่าจะอาการเดียวกันก็ตาม)

สรุป

         เด็กที่ไม่สามารถพัฒนาความสามารถได้เท่าที่ควรควรได้รับการช่วยเหลือและการสอนปกติ 

         จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้น ช่วยเหลือ บำบัด ดูแลและฟื้นฟู (เด็กพิเศษอาจทำได้เหมือนเด็กปกติแต่ช้า)

         จัดการเรียนการสอนที่เหมาะกับลักษณะ และความต้องการของเด็กแต่ละบุคคล (All Children Con Learn)

พฤติกรรมและพัฒนาการ

          มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน

         เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านพัฒนาการ จะไม่เป็นไปตามขั้น

         พัฒนาการล่าช้า อาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายๆด้าน หรือทุกด้าน

         การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆรวมทั้งตัวบุคคล

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการ

         ด้านชีวภาพที่ดี ได้แก่ พันธุกรรม ร่างกาย โครโมโซม

         ด้านสภาพแวดล้อม  ได้แก่ กินเหล้า บุหรี่ ไม่พูดคุยกับลูกขณะตั้งครรภ์

         ด้านกระบวนการคลอด  ได้แก่ ฝีมือหมอระหว่างการคลอด

         ด้านสภาพแวดล้อมหลังการคลอด  ได้แก่ การดูแลเรื่องอาหาร การใส่ใจ

ประเภทของเด็กพิเศษ 

       1 กลุ่มเด็กที่มีลักษณะความสามารถสูง ได้แก่ เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child) เป็นเด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา มีความถนัดเฉาะทางสูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน

       2 กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  

              2.1 เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา  เด็กที่มีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเปรียบเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน ได้แก่ เด็กเรียนช้า ปัญญาอ่อน ดาวน์ซินโดรม 
    
แนวทางการส่งเสริมเด็กดาวน์ซินโดรม  

            การส่งเสริมพัฒนาการ  ต้องส่งเสริมให้ครบทั้ง4ด้าน ครูต้องให้คำแนะนำกับผู้ปกครองให้เป็น ในเรื่องของความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาการ วิธีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพื่อให้มีพัฒนาการใกล้เคียงกับเด็กทั่วไป

             การดำรงชีวิตประจำวัน ฝึกให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อสามารถช่วยเหลือตนเองและ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้

             การฟื้นฟูสมรรถภาพ  การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษาโดยจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล 1แผน/1คน (Individualized Education Program : IEP)  สำหรับเด็กปกติก สอน1แผนก็จบ  แต่สำหรับเด็กพิเศษ IEP เป็นแผนระยะยาว เด็ก1คน/1แผน เด็ก3คนอยู่ในกลุ่มอาการเดียวกันก็3แผน ใช้ไปเลยทั้งเทอมหรือบางแผนใช้ถึงปี ต้องวางแผนทั้งเทอมหรือทั้งปี

              2.2  เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องหรือสูญเสียการได้ยินเป็นสาเหตุให้ได้รับฟังเสียงต่างๆได้ไม่ชัดเจน ได้แก่ หูตึง หูหนวก

              2.3 เด็กที่บกพร่องทางการเห็น ได้แก่ เด็ก ตาบอด ตาบอดไม่สนิท

              2.4 เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ได้แก่ Delayed Language  Dyphasia/Aphasia

              2.5 เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ  ได้แก่ ลมชัก ซีพี โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ

              2.6 เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  L.D. (Learning Disability)  เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะด้าน เฉพาะอย่าง เป็นโรคที่ค่อนข้างประหลาด ด้านร่างการยจะปกติทุกอย่าง ไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย แต่ขาดความสามารถในการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4ด้าน 

                         1) ด้านการอ่าน                    2) ด้านการเขียน   ภาพรวม เด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง 2เท่า แต่ด้านการคำนวณกลับกัน เพราะเด็กผู้ชายชอบการคำนวณ

                          3) ด้านการคำนวณ              4) หลายๆด้านรวมกัน    

               2.7  ออทิสติก (Autistic)  หรือ ออทิซึ่ม (Autism)    เป็นตลอดชีวิตไม่หาย แต่ดีขึ้นได้  ชอบอยู่คนเดียว ไม่แคร์ ไม่สนใจ ไม่ฟัง ไม่พูด ไม่แสดงท่าทาง มีความมั่นใจในตัวเองมาก มือไวมาก ตบ หยิก ทุบ กระชากผม เด็กแต่ละคนจะมีบุคลิกเป็นของตนเอง 1คน 1อาการ  2คน ก้อ2อาการ 
   คำนิยาม  "ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว"

 แนวทางการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ

              ส่งเสริมความสามารถเด็ก  ไม่มุ่งเน้นแก้ไขเฉพาะความบกพร่องเพียงด้านเดียว แต่มุ่งส่งสริมความสามารถที่เด็กมีควบคู่ไปด้วย เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำบ่อยๆ เพราะเด็กออทิสติกจะมีพฤติกรรมซ้ำๆ การส่งเสริมต้องเป็นกิจกรรมที่หลากหลาย ห้ามทำกิจกรรมเดิมๆต้องเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อลดพฤติกรรมซ้ำๆ
    
            การส่งเสริมพัฒนาการ  ยึดหลักและลำดับขั้นพัฒนาการของเด็กปกติ  เพราะเด็กออทิศติกทำได้ทุกอย่างเหมือนเด็กปกติ แต่จะดื้อ ไม่ยอมฟัง โลกส่วนตวสูง ถ้าสิ่งไหนไม่ชอบก็จะไม่ทำ
            การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ สิ่งที่ครูสามารถทำได้คือ การสื่อความหมายทดแทน แต่สามารถใช้ได้ในช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น

            การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา โดยการใชแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เกิดผลในระยะยาว โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนานโดยเด็กพิเศษกลุ่มหนึ่งเด็กปกติกลุ่มหนึ่งเรียนร่วมกัน จำนวนอัตราส่วนเด็กพิเศษกับครู3/5 เพื่อให้เด็กปกติช่วยเด็กพิเศษด้วย เรียนโดยการจับกลุ่มระบบบัดดี้

            การรักษาด้วยยา เด็กจะไม่หายเป็นตลอดชีวิต ยาจึงรักษาไม่ได้สามารถบรรเทาอาการได้ เพื่อลดพฤติกรรมไม่มีสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น

            การบำบัดทางเลือก โดยใช้การสื่อความหมายทดแทน ศิลปกรรมบำบัด ดนตรีบำบัด การฝังเข็ม(ไม่น่าเป็นไปได้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)  การบำบัดด้วยสัตว์ เป็นการบำบัดโดยการใช้สัตว์ เช่น แมว กระต่าย ม้า 

        
             2.8  เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์     มีความรู้สึกนึกคิดไปจากเดิมคิดไม่เหมือนชาวบ้าน ชอบทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น อันตรายมากจะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนองไม่ได้ ซึ่งต่างจากเด็กออทิศติก     เด็กสมาธิสัน ADHD มี 3ลักษณะ

           1) Inattentiveness  สมาธิไม่ดี ขาดสมาธิ ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก

           2) Hyperactivity  ซนอยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

           3) Impulsiveness หุนหันพันแล่น ไม่อดทนต่อการรอคอย รอไม่เป็นไม่อยู่ในกติกา

       สมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากการอบรมเลี้ยงดู แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก ต่อให้เลี้ยงดูดีแค่ไหน ถ้าเด็กมีสมาธิสั้นเด็กก็เป็น ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่

 แนวการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรม

              การใช้ยา (เป็นหน้าที่ของแพทย์และผู้ปกครอง)    ยาที่ใช้คือ Ritalin ออกฤทธิ์4ช่วโมง มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้พร้อมที่จรับข้อมูลพร้อมที่จรียนรู้  ไม่อันตราย ไม่ดื้อยา ไม่มีผลค้างเคียง เด็กสมควรกิน เด็กต้องกินยาเม็ดเป็น เพราะเป็นยาเม็ดเท่านั้น 

             การปรับพฤติกรรม (การฝึกฝนการควบคุมตนเอง) เป็นหน้าที่ของครู

                  -  สิ่งแรกที่ครูต้องสอนคือการจัดกิจวัตรปะจำวันของด็ก เพราะเด็กสมาธิสั้นทำอะไรโดยไม่มีการวางแผนเลย จะทำอะไรก็ทำเลย ครูต้องสอนเพื่อให้เขารู้ว่าในหนึ่งวันเขาต้องทำอะไรบ้างเพื่อนเหมือนในเพื่อนในห้องเขาทำกัน เพื่อลดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น สอนทุกๆวันก็ยิ่งดี

                   -  ฝึกฝนให้เด็กมีสมาธิกับสิ่งที่ทำได้ต่อเนื่อง ประมาณ 20-30 นาที เรียงลำดับความยากง่ายให้เป็นขั้นตอน เช่น การระบาย 
       
                   - ให้ความสนใจเมื่อเด็กทำตัวดี ให้ชมเด็กเลยเมื่อเด็กสามารถทำเหมือนเด็กปกติทำ เช่น เด็กสามารถกินข้าวกลางวันพร้อมเพื่อนได้ คำชมทำให้เด็กกำลังใจเป็นแรกเสริมทางบวกสำหรับเด็ก ครูไม่ใช่แค่ต้องทำแค่วันเดียวแต่ต้องทำเป็นเดือน อย่าท้อ ต้องใจเย็นๆ เด็กพิเศษต้องการความสม่ำเสมอจากครู

                 - ลงโทษเด็กให้ถูกวิธี  เช่น ลงโทษด้วยการห้ามให้เด็กทำในสิ่งที่ขาชอบ แต่ครูต้องใจแข็งห้ามใจอ่อนเด็ดขาด  ครูต้องจำไว้เลยว่าการตีด็กให้เป็วิธีการสุดท้ายจริงๆเมื่อไม่มีทางลือกอื่นแล้ว 


              การปรับสภาพแวดล้อม (เป็นหน้าที่ของครู)

                  - สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กต้องไม่วุ่นวาย เงียบ เวลาทำงาน ควรจัดมุมที่สงบ ห้องต้องไม่กว้าง ไม่มีคนเดินผ่าน เพราะจะดึงดูดความสนใจจากเด็ก

                - จัดเก็บของเล่นให้เข้าที่และเป็นระเบียบ ให้้นจากสายตาเด็ก เพราะจะล่อตาล่อใจเด็ก เด็กอยากเล่น

             การสื่อสารกับเด็กสมาธิสั้น

                 - ต้องดูก่อนว่าเขาพร้อมที่จะให้ข้าไปหาหรือยัง เช่น เรีกชื่อเด็กก่อนมื่อเขาพร้อม ก็ชวนด็กมาต้องมีภาษาท่าทางร่วมด้วยเสมอ  และครูต้องใช้คำพูดที่กระชับได้ใจความชัดเจน เช่น เมื่อเด็กกำลังระบายสีแล้วลุกขึ้นจะไปเล่น ครูต้องเรียกชื่อ ".......นั่งก่อน ระบายกับครูค่อยไป"

                 - ทุกครั้งที่เข้าไปหาเด็กต้องใช้การกระทำร่วมด้วย นอกจากการสัมผัสแล้ว ครูต้องทำกิจกรรมร่วมกับเด็กด้วย ถ้ามีงานหลายอย่างให้เด็กทำ ต้องบอกทีละงาน ให้เด็กทำเสร็จทีละอย่าง ถ้าบอกเด็กหลายๆงานพร้อมกัน งานก็จะไม่เสร็จสักอย่าง

             กิจกรรมบำบัดเด็กสมาธิสั้น

                 1 Physical Exertion ภาวะไม่อยู่นิ่ง    การให้เด็กได้ปลดปล่อยพลังงานออกมา แต่จะให้เด็กทำอะไรต้องมีจุดมุ่งหมายเสมอว่าให้เด็กทำเพื่ออะไร แล้วเด็กจะได้อะไร

                 2 Self Control ควบคุมตนเอง  การควบคุมสมดุลตัวเอง เช่น เดินบนกระดานแล้วหยอดลูกบอลลงตะกร้า

                 3 Relaxation Training ผ่อนคลาย  เช่น  กิจกรรมการแกว่งชิงช้าเป็นจังหวะ เด็กได้สัมผัสแกว่งไปข้างหน้าข้างหลัง เป็นการฝึกสมาธิของเด็ก 



การนำความรู้ไปใช้

           นำความรู้ต่างๆเกี่ยวกับการส่งเสริมของเด็กพิเศษในแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม  เพื่อให้เด็กมีการพัฒนาเต็มศักยภาพ จนสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้





ประเมินตนเอง 

     
           เนื่องจากปิดเทอมหลายวัน ทำให้มีการลืมเกี่ยวกับเนื้อหาเล็กน้อย และคาบนี้เป็นคาบแรกที่ได้เข้าเรียน ทำให้ขาดการเตรียมพร้อมในการเรียนที่ดี เนื่องจากคาบแรกนราธิวาสน้ำท่วมหนักไม่สามารถมาเรียนได้ 



ประเมินเพื่อน

           เนื่องจากนี้เทอมที่แล้วเราได้เรียนด้วยกันแล้ว เทอมนี้ได้มาเรียนด้วยกันอีก ทำให้เกิดความสนิทและเป็นกันเองมากขึ้น ทุกพยายามตั้งใจสิ่งที่อาจารย์ได้เฉลยข้อสอบเมื่อปลายเทอมที่แล้วและพยายามตอบคำถามและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี



ประเมินอาจารย์

           อาจารย์สอนสนุกเข้าใจ ไม่เบื่อ ไม่เครียด คาบนี้อาจารย์ได้มีการเฉลยข้อสอบ ทำให้นักศึกษาได้รู้ว่าตนเองตอบผิดหรือผิดพลาดตรงไหน ทำให้นักศึกษาได้ทบทวนและเข้าใจมากขึ้น