วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 6



บันทึกอนุทิน ครั้งที่6

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 18 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558




ความรู้ที่ได้รับ

กิจกรรมก่อนเรียน  ชื่อกิจกรรม "รถไฟแห่งชีวิต"  ให้นักศึกษาตอบคถามตามความรู้สึกของตัวเอง


























การส่งเสริมทักษะทางสังคมของเด็กพิเศษ


              สภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กพิเศษขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพ่อเเม่ จำเป็นต้องส่งเสริมที่ตัวเด็ก

กิจกรรมการเล่น

            เป็นการส่งเสริมในตัวเด็กมาก ในช่วงแรกๆ เด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรววจ สัมผัส ผลัก ดึง เช่น เด็กดาวน์ซินโดรม,เด็กออทิสติก มองเห็นเพื่อนเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่เขาสามารถเรียนรู้ได้ อย่ามองว่าเขามารยาทไม่ดี แต่สิ่งที่เขาเห็นเป็นสิ่งกีดขวาง

ยุทธศาสตร์การสอน 

        เด็กพิเศษหลายคนไม่รูวิธีเล่น ไม่รู้ว่าเล่นอย่างไร ครูต้องเอาเพื่อนเข้าไปเล่นด้วย ถ้าเขาเห็นเพื่อนเล่น เขาก็จะมีการเลียนแบบพฤติกรรมการเล่นของเพื่อนข้างๆ ห้ามให้เด็กเล่นคนเดียว ถ้าเด็กคนอื่นไม่มีครูต้องเข้าไปเล่นสาธิตให้เด็กเล่นเลย แต่อย่าเล่นกับเด็กเกินจนลืมจดบันทึกพฤติกรรมอย่างเป็นระบบด้วย เพราะจะบอกได้ว่าเด็กจะมีทักษะอย่างไร บันทึกเพื่อทำแผนระยะยาว(IEP)

การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง

        วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง มีมุมเยอะ เพื่อเป็นฉ้อยให้เด็กเลือกเล่น ต้องมีสักอย่างที่เด็กพิเศษชอบ เพราะเด็กพิเศษจะเลือกเล่นเฉพาะสิ่งที่เขาชอบและสนใจจริงๆ 
          
        การจัดกิจกรรมอย่านึกถึงเด็กพิเศษเพียงอย่างเดียว ห้ามลืมว่ามีปกติรวมในห้องด้วย ครูต้องดูด้วยว่ากิจกรรมที่จัดง่ายไปไหมหรือยากจนเกินไป
     
        - เทื่อทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กปกติ 3คนและเด็กกพิเศษ 1คน ต้องมีเด็กเก่งที่สามารถดูแลและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กพิเศษได้ โดยที่ครูไม่ต้องเข้าไปยุ่งเลย

       - เวลาเด็กทำผลงาน ครูต้องให้แรงเสริม ด้วยการพยักหน้า หรืออยู่ข้างๆ เช่น เวลาเด็กทำผลงานศิลปะ คือให้เด็กทำงานเสร็จก่อน ห้ามคุยระหว่างที่เด็กทำ เพราะจะเป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดเด็กระหว่างที่เขาทำ ครูดูเงียบๆยิ้มให้ แตะหัว ดูผลงานระหว่างที่เขาทำ พอเขาวาดรูปเสร็จแล้ว ครูเข้าไปคุยแล้วเขาจะสามารถเล่าเกี่ยวภาพ/ผลงานของตัวเองได้

การปฏิบัติตนของครูขณะที่เด็กเล่น

           ครูอยู่ใกล้และเฝ้ามองอย่างสนใจ ถ้าเด็กหันมาก็ควรยิ้มและพยักหน้าให้ ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากจนเกินไป เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น เพราะเด็กบางคนจะทำงานเสร็จไวจนเกินไป และเพื่อให้เด็กได้ใช้ปฏิสัมพันธ์มากขึ้น 

          ไม่ควรให้ของหรือสื่อเท่ากับจำนวนของเด็ก ต้องให้น้อยกว่าเสมอแต่ไม่ควรน้อยจนเกินไป เพื่อให้เด็กได้หมุนเวียนกันเล่น ถ้าแจกให้คนละชิ้นเด็กก็จะต่างคนต่างเล่น เด็กก็จะไม่รู้จักกฏระเบียบการแบ่งปัน 

การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น

           ก่อนที่จะนำเด็กเข้าไปเล่น ครูต้องดูกิจกรรมและบริบทก่อน แล้วพูดชักชวนให้เด็กเล่นกับเพื่อนโดยการพูดนำของครู 

          Ex.  มีเด็กคนหนึ่งมองดูเพื่อนกำลังเล่นดนตรีแต่ไม่กล้าเข้าไปเล่นกับเพื่อนด้วย ครูต้องสังเกตว่าในบริบทขณะนั้นขาดอะไร  เช่น ขาดมือกลอง ครูต้องพาเด็กเข้าไปแล้วบอกกับเด็กคนอื่นๆว่า ครูเอามือกลองมาให้เล่น เมื่อเด็กเข้าไปเล่นกับเพื่อนแล้ว ครูก็ควรอยู่ใกล้ๆหรือไม่ก็เข้าไปเล่นกับเด็กด้วย ครูต้องให้แรงเสริมกับเด็กคนอื่นๆด้วยทั้งสองฝ่าย

ครูสามารถช่วยให้เด็กทุกคนรู้กฏเกณฑ์

            การที่จะให้เด็กทุกคนให้รู้จักกฏเกณฑ์มันไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กพิเศษ ครูต้องให้โอกาสแก่เด็กพิเศษเรียนรู้เหมือนเพื่อนในห้อง ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่อง ห้ามเอาจุดด้อยของเด็กมาเป็นเครื่องต่อรอง

            การรอคอยสำคัญมากสำหรับเด็กพิเศษทุกประเภท ขณะที่เด็กกำลังเล่นครูต้องสังเกตและเดินไปรอบกลุ่มด้วย เมื่อพบว่าเด็กเล่นคนเดียว ครูก็ต้องรู้จักพูดในบริบทนั้นให้เป็น ต้องมีไหวพริบที่ดี รู้จักโน้มน้าวให้เป็น เช่น เมื่อเด็กเล่นช้อนตักทรายคนเดียวโดยไม่แบ่งเพื่อน ครูต้องบอกกับเด็กว่าอีก3ครั้งน่ะ เด็กก็จะคิดว่าเป็นเกม  ครูต้องดูให้ทั่วและดูบริบทปัจจุบันแล้วพูดชักชวนในกิจกรรมกลุ่ม



ประเมินตนเอง

          มาเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียน ไม่คุยเสียงดังและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม

ประเมินเพื่อน

           เพื่อนๆทุกคนตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือและสนุกสนานกับการทำกิจกรรมมาก 

ประเมินอาจารย์

            อาจารย์มีการเตรียมตัวในการสอนดีมาก สอนสนุกมีเทคนิคในการสอนที่หลากหลาย มีกิจกรรมก่อนเรียนให้มาเล่นก่อนเสมอทำให้นักศึกษาสนุกและกระตือรื้อร้นในการเรียน




วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่5



 บันทึกอนุทินครั้งที่5

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 11 เดือน กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2558




ความรู้ที่ได้รับ


กิจกรรมก่อนเรียน

               นักศึกษาใส่ถุงมือข้างที่ไม่ถนัด แล้ววาดมืออีกข้างที่อยู่ในถุงมือ โดยมีข้อแม้ว่าต้องวาด
ให้เหมือนจริงที่สุด วาดให้ละเอียด แม้กระทั้งเส้นเลือด รอยย่น เส้นเลือด รอยตำหนิ







การสอนเด็กปกติและเด็กพิเศษ

               ทักษะของครูและทัศนคติ  ครูควรมองเด็กให้เป็นเด็ก ไม่ควรแบ่งแยก สายตาที่มองเด็กควรมองให้เหมือนกันทุกคน ถึงแม้ว่าครูจะรู้ว่าเด็กมีความบกพร่องก็ตาม เพราะเด็กสัมผัสได้ว่าครูมองเหมือนเด็กคนอื่นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นควรมองให้เป็นภาพรวม

               การฝึกเพิ่มเติม  บางโรงเรียนที่ดีจะมีการช่วยเหลือครู อาจมีการอบรมระยะสั้นหรือสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น และอำนวยเรื่องสื่อต่างๆ เช่น หนังสือ อินเตอร์เน็ต สื่อต่างๆที่ครูสามารถศึกษาความรู้เพิ่มเติม  เช่น เพจต่างๆ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กชอบแชร์ มาเล่าประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านั้นสำคัญมาก เพราะครูสามารถนำข้อมูลมาปรับใช้กับเด็กได้

               การเข้าใจภาวะปกติ  เด็กมีความคล้ายกันมากกว่าความแตกต่าง ครูจำเป็นต้องจำชื่อจริง/ชื่อเล่นของเด็กทุกคนในห้อง เพราะเด็กพิเศษเหมือนเพื่อนไม่แตกต่าง

               การคัดแยกเด็กที่มีพัฒนาการช้า ต้องคัดเด็กให้ออกว่าคนไหนเป็นเด็กพิเศษ ดังนั้นการบันทึกสำคัญมาก ครูควรมองเดกให้ออกแล้วห้ามบอกกับคนอื่นรู้ ที่สำคัญต้องมองเด็กให้เป็นเด็ก ห้ามมองหยุดชะงักที่เด็กเป็นเวลานานเกินไป เพราะเด็กจะสงสัย

               ความพร้อมของเด็ก  การสอนทุกครั้งต้องดูความพร้อมของเด็กเป็นหลัก เพราะเด็กแต่ละคนอายุเท่ากันแต่วุฒิภาวะใกล้เคียงกัน เด็กทุกคนจะมีแรงจูงใจต่างกัน และในห้องเรียนเด็กทุกคนมีโอกาสที่จะเรียนเท่ากัน แต่ที่ต่างกันก็คือ เด็กพิเศษมีการเรียนรู้ที่ช้ากว่าเด็กปกติ  ห้องเรียนรวมที่ดี คนเป็นครูสามารถทำให้มีขีดจำกัดให้น้อยๆ เพราะจะให้เด็กมีโอกาสเยอะๆ

               การสอนโดยบังเอิญ  เด็กพิเศษชอบวิ่งเข้ามาหาครูเมื่อมีปัญหา ยิ่งเด็กเข้ามาหาครูมากเท่าไหร่ ครูยิ่งมีโอกาสสอนเด็กมากขึ้นเท่านั้น ครูต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก ครูต้องมีความพร้อมที่จะพบเด็ก ครูต้องมีความสนใจเด็ก

                        - บังเอิญทำกิจกรรมนี้พอดี ช่วงทำกิจกรรม เช่น ศิลปะ ระบายสีน้ำแล้ว สองสีต่างกัน แต่พอผสมกันก็กลายเป็นสีอื่น

                         - เกิดเหตุการณ์ เด็กพิเศษจะวิ่งเข้ามาหาครู เพื่อขอความช่วยเหลือ เช่น น้อง ออทิสติกกำลังกำสีเทียนทำงานศิลปะ พอดีเทียนหัก สีก็จะมุดใต้กระดาษ เด็กก็จะมาขอความช่วยเหลือจากครู ครูสามารถสอนเด็กได้

                         - ถ้าเด็กมาปรึกษาครู อย่าใช้เวลากับเด็กคนใดคนหนึ่งนานจนเกินไป ถ้ามัวแต่ยุ่งกับเด็กคนหนึ่งนานจนเกินไป เด็กคนอื่นจะรู้สึกว่า "คนนี้อีกแล้ว แล้วหนูหล่ะ"

               อุปกรณ์ที่ดีที่สุดในห้องเรียนรวม คือ ไม่แบ่งแยกเพศเด็กเล่นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เล่นได้หลากหลายเป็นสื่อที่ไม่ตายตัว เช่น บล็อก

               ตารางประจำวัน เด็กพิเศษจะไม่ค่อยชอบตารางที่เปลี่ยนแปลง คงที่มั่นคงเป็นแพตเทิล ข้อดีคือ เด็กคาดคะเนกิจกรรมได้เด็กรู้สึกภูมิใจมั่นใจที่จะทำ

ทัศนะคติของครู

               ความยืดหยุ่น ครูต้องยีดหยุ่นให้เป็น แผนการสอนต้องยืดหยุ่นและปรับให้เป็น บางครั้งครูอาจจะสอนเด็กไม่ได้ ครูจำเป็นต้องคิดแผนสด ไม่ต้องเป๊ะจนเกินไป ไม่ต้องดังทุรังสอน ครูต้องตอบสนองต่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กแต่ละคน

               การใช้สหวิทยาการ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างการบำบัดกับกิจกรรมในห้องเรียน กิจกรรมที่ใช้มากคือ การร้องเพลง

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการเรียนรู้

                 เด็กทุกคนสอนได้ เด็กเรียนไม่ได้เพราะขาดโอกาสมากกว่าไร้สมรรถภาพ ทุกคนมีศักยภาพอยู่กับตัว ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นมีมากน้อยขนาดไหน

เทคนิคการให้แรงเสริม  เด็กพิเศษชอบการชมมาก

                 แรงเสริมทางสังคมจากผู้ใหญ่ ความสนใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นสำคัญมาก เป็นการให้เด็กเกิดพฤติกรรมนั้นบ่อยๆ ยังมีแรงเสริมพฤติกรรมยิ่งเกิดบ่อยๆ

วิธีการแสดงออกถึงแรงเสริมจากผู้ใหญ่

               ตอบสนองด้วยวาจา แค่เด็กมาหาแล้วโชว์ผลงาน แค่ครูดูรูปแล้วพูดคำว่า "จร้า" ก็ถือว่าเป็นการตอบสนองสำหรับเด็กแล้ว

               การยืนหรือนั่งใกล้ตัวเด็ก เด็กจะชอบมาก

               พยักหน้ารับ ยิ้ม ฟัง แค่เด็กเงยหน้าขณะทำงานศิลปะ เพียงแค่ครูพยักหน้าให้เด็กยิ่งชอบ ครูยิ้มหวานทำให้เด็กรู้สึกว่าอ่อนโยน

               สัมผัสทางกาย  ด้วยการกอดเด็ก สำผัสตัวเด็กอย่างเต็มใจ เพราะเด็กพิเศษชอบการสัมผัสมาก เช่น เด็กดาวน์ชอบกอด ซบ หอมแก้วครู แต่ครูห้ามรังเกียจ กอดเด็กให้เเน่นๆ 

              หลักการให้แรงเสริมในเด็กปฐมวัย ครูต้องชมทันทีที่เด็กมีพฤติกรรมที่ดี แต่ไม่ต้องชมมากจนเกินไป เช่น ครูต้องการให้เด็กจับดินสอถูก พอเด็กจับดินสอเป็น ครูควรชมทันที ชมแค่บางพฤติกรรมพอ ไม่ต้องไปชมต่อ

               การแนะนำหรือบอกบท  เป็นวิธีการที่สำคัญมากสำหรับเด็กพิเศษ   ย่อยงาน บอกเป็นขั้นตอนโดยละเอียดลำดับความยากง่ายของงาน เป็นการเสริมแรงเพื่อให้เด็กค่อยๆก้าวไปสู่ความสำเร็จ การบอกบทจะค่อยๆน้อยลงตามลำดับ

               การกำหนดเวลา จำนวนและความถี่ของแรงเสริมที่ให้กับพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กต้องมีความเหมาะสม ห้ามยาวเกินไป

               ความต่อเนื่อง ครูต้องสอนแบบก้าวไปข้างหน้า หรือย้อนมาจากข้างหลัง

               การลดหรือหยุดแรงเสริม ครูจะจดแรงเสริมกับเด็กที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ห้ามให้เด็กทำในสิ่งที่เขาชอบ  เช่น ถ้าเด็กกำลังเล่นอยู่ ครูเอาของเล่นกลับ เอากิจกรรมออกจากตัวเด็ก (ครูจะใช้วิธีการนี้บ่อยมาก) จำนวนอายุ/จำนวนนาที ให้เด็กอยู่ในมุม



 
ประเมินตนเอง

            ตั้งใจฟังที่อาจารย์อธิบาย และพยายามจดเนื้อหาที่สำคัญ แต่ขาดการเตรียมตัวมาล่วงหน้า กิจกรรมวาดภาพเหมือน



ประเมินเพื่อน

            เพื่อนๆทุกคนมีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจจกรรม ทุกคนวาดรูปมือของตัวเองได้เหมือนมาก



ประเมินอาจารย์

           อาจารย์สอนสนุก มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลาย ไม่ได้สอนแค่ในเนื้อหา แต่นำกิจกรรมมาให้ทำ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าอาจารย์ให้วาดภาพเหมือนทำไม เพราะเรียนวิชาศิลปะครูห้ามให้เด็กวาดภาพตามแบบ แต่

 

    

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่4



บันทึกอนุทิน ครั้งที่4

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 4  เดือน กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2558




ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ไปนิเทศพี่ปี5



วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่3



บันทึกอนุทิน ครั้งที่3

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่28  เดือน มกราคม  พ.ศ. 2558




ความรู้ที่ได้รับ

              คาบนี้อาจารย์นำภาพดอกไม้มา ซึ่งแต่ละห้องอาจารย์จะเลือกภาพดอกไม้ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละห้อง เช่น ดอกบัว ดอกชบา ซึ่งในกลุ่มเรียนนี้ได้ "ดอกกุหลาบ" 
โดยอาจารย์ให้เขียนบรรยายว่าเห็นอะไรจากภาพนี้ 



                                                       ภาพดอกกุหลาบที่อาจารย์นำมา



                                                                   ภาพที่หนูวาด


              สิ่งที่เห็นจากภาพ :  กลีบดอกใหญ่กำลังบาน สีชมพูผสมขาว มีเป็นหยักบนกลีบดอก บางกลีบอ่อนบางกลีบเข้ม 

              สิ่งที่สะท้อนจากการทำกิจกรรม : การวาดภาพเหมือนของดอกกุหลาบก็เปรียบเสมือนการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก ครูต้องบันทึกพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมาจริงๆ บันทึกทุกอย่างที่เด็กทำ เขียนทุกอย่างที่เด็กพูด ครูไม่ควรมโนหรือใส่ความรู้สึกของตัวเองในการบันทึก ต้องบันทึกจากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมาเท่านั้น





เนื้อหาที่ได้เรียนในวันนี้ "บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม"

              ครูไม่ควรวินิจฉัย :  ครูดูอาการของเด็กออก เพราะอยู่กับเด็กตลอด ยิ่งครูมีความรู้ทำให้มองเด็กว่าเป็นอะไร แต่ครูห้ามวินิจฉัยว่าเด็กเป็นอะไรเด็กขาด เพราะหน้าที่วินิจฉัยเป็นหน้าที่ของแพทธ์เท่านั้น และที่สำคัญเมื่อครูรู้ว่าเด็กเป็นอะไรต้องเก็บไว้คนเดียว ห้ามบอกให้คนอื่นรู้เด็ดขาดโดยเฉพาะผู้ปกครอง จะทำให้เป็นการตีตราให้กับเด็ก

              ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ : ครูไม่ควรเล่าเรื่องไม่ดีให้พ่อแม่เด็กพิเศษฟังเด็ดขาด เพราะเขาทราบอยู่แล้วว่าลูกเขาเป็นอะไร เขาเลยไม่ชอบให้ครูตอกย้ำ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือคำชมจากครู ครูต้องตบหัวแล้วลูบหลัง ดัดจริตเยอะๆ ต้องรู้จักการใช้คำใช้ภาษาพูดแฝงในสิ่งที่เด็กทำไม่ได้ไปด้วย เพื่อให้พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กพัฒนายิ่งขึ้น

              ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก : ครูไม่ควรทำเด็ดขาด ห้ามตั้งฉายาให้เด็กปกติหรือเด็กพิเศษก็ตาม ไม่ว่าจะตั้งฉายาในด้านดีน่ารักก็ตาม เด็กจะไม่ชอบ เพราะเขามีชื่อ เช่นกรณีของเด็กดาวน์ซินโดรม เป็นเด็กน่ารัก ตาตี๋ ผิวขาว ครูจึงเรียกอาหมวยหรืออาตี๋ คนอื่นฟังอาจจะน่ารัก แต่เด็กที่ถูกเรียกจะไม่ชอบ เพราะเด็กคนอื่นครูเรียกชื่อ เขามีชื่อแต่ครูไม่เรียก เด็กจะเกิดความน้อยใจ เกิดความคิดว่าไม่เท่าเทียมกัน

             สิ่งที่ครูควรทำคือ ต้องจำชื่อจริง นามสกุล และชื่อเล่นของเด็กทุกคนในห้อง ครูทำได้จากการเช็คชื่อ

             สิ่งที่ครูควรทำ : ครูสามารถชี้ให้เห็ถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย สังเกตเด็กอย่างมีระบบและจดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ

             สังเกตเด็กอย่างมีระบบ (เป็นวิธีที่ดีที่สุด) : ครูต้องสังเกตและบันทึกอย่างเป็นระบบ ต้องเขียนตามความเป็นจริงที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมาและเขียนทุกอย่างที่เด็กพูด คนที่บันทึกพฤติกรรมของเด็กได้ดีที่สุดคือครู เพราะครูอยู่กับเด็กตลอดเวลาใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด แพทธ์หรือบุคคลอื่นจะมาขอข้อมูลเด็กกับครู ฉะนั้นครูต้องเขียนตามความจริงและต้องทำให้มีคุณภาพ
             การตรวจสอบ : จะทำให้รู้ว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไรและเป็นแนวทางที่สำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น สามารถบอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ

             ข้อควรระวังในการปฏิบัติ (เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด) : ครูต้องไวต่อความรู้สึกสามารถตัดสินใจได้ล่วงหน้า ต้องเรียงลำดับความสำคัญให้เป็น สิ่งไหนที่สำคัญต้องแก้ก่อน เช่น พฤติกรรมการเล่นคนเดียวของเด็กสำคัญที่สุดที่ครูควรแก้เป็นลำดับแรก เพราะการเล่นคนเดียวเป็นการขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม  ถ้าครูไม่แน่ใจในพฤติกรรมบางอย่าง ก็ให้เปรียบเทียบกับผู้ใหญ่หรือเด็กคนอื่นๆในห้องทำ แสดงว่าพฤติกรรมนั้นไม่น่าเป็นห่วง

             การบันทึกการสังเกต : ไปใช้กับเด็กที่เข้าข่ายเป็นเด็กพิเศษ ครูอย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองลงไป ต้องบันทึกตามจริงที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมา บอกเป็นข้อๆ จุดๆอย่างละเอียด

                 1) การนับอย่างง่ายๆ : การนับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม เช่น ตลอดทั้งวัน เด็กขว้างสิ่งของจำนวนกี่ครั้งหรือเช็คระยะเวลาในการกระทำเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ เด็กปกติส่วนมากทำไม่เกิน 2-3นาที เพราะเหนื่อย

                2) การบันทึกต่อเนื่อง (ดีที่สุด) : บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำได้ทุกช่วงทั้ง 6กิจกรรม สังเกตเวลาสอน ส่วนมากจะให้ครูพี่เลี้ยงในห้องทำบันทึกตั้งแต่ต้นจนจบกิจกรรม จะละเอียดมาก เพราะเวลาที่เราสอน เราไม่สามารถจดบันทึกทุกอย่างได้และถ้าเราบันทึกเองหลังจากทำกิจกรรมเสร็จเราอาจจะจำไม่ได้

               3) การบันทึกไม่ต่อเนื่อง : บันทึกพฤติกรรมเป็นชอตๆ แค่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเท่านั้น สั้นๆไม่ต่อเนื่อง บันทึกลงบัตรเล็กๆเพื่อเป็นการย้ำให้ครูเขียนแค่นี้พอ สามารถให้ครูพี่เลี้ยงจดได้

           การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป : ครูควรเอาใจใส่ระดับความมากน้อยของความบกพร่องมากกว่าชนิดของความบกพร่อง ถ้าเด็กในห้องหรือผู้ใหญ่เป็นไม่ต้องไปซีเรียส

           การตัดสินใจ : ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ ก่อนที่ครูจะพูดอะไรให้ผู้ปกครองต้องมั่นใจก่อนถึงจะพูดได้




การนำความรู้ไปใช้

           เพื่อได้เป็นครูประจำชั้น ถ้ามีเด็กพิเศษในห้อง สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือการวินิจฉัยอาการของเด็ก เพราะจะเป็นการตีตราให้กับเด็ก ต้องจำชื่อจริง นามสกุลและชื่อเล่นของเด็กทุกคนในห้อง ห้ามตั้งฉายาให้กับเด็กถึงแม้ฉายาที่เรียกจะน่ารักก็ตามแต่เด็กไม่ชอบ เด็กแต่ละคนมีชื่อ จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมกัน 

           ต้องสังเกตอย่างมีระบบ เขียนตามความจริงบันทึกทุกอย่างทุกเด็กแสดงพฤติกรรมออกมา และเขียนทุกอย่างที่เด็กพูด ห้ามมโนหรือเขียนตามความรู้สึกของตัวเอง ต้องเขียนตามความจริงที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมาเท่านั้น




ประเมินตนเอง

            ตั้งใจฟังที่อาจารย์อธิบาย และพยายามจดเนื้อหาที่สำคัญ แต่ขาดการเตรียมตัวมาล่วงหน้า กิจกรรมวาดภาพเหมือนของดอกกุหลาบ ยังวาดได้ไม่เหมือน จากกิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเราต้องไปใช้กับเด็กจริงๆ เราต้องจดบันทึกจากสิ่งที่เราเห็นจากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมาจริงๆ ห้ามไปเติม ห้ามเขียนตามความรู้สึกของตัวเอง ถ้าต่อไปได้มีโอกาสไปใช้จริงๆ หนูก็จะนึกถึงดอกกุหลาบสองสีนี้ค่ะ



ประเมินเพื่อน

            เพื่อนๆทุกคนมีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจจกรรม ทุกคนวาดรูปได้สวยและเหมือนแบบมาก 




ประเมินอาจารย์

           อาจารย์สอนสนุก มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลาย ไม่ได้สอนแค่ในเนื้อหา แต่นำกิจกรรมมาให้ทำ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าอาจารย์ให้วาดภาพเหมือนทำไม เพราะเรียนวิชาศิลปะครูห้ามให้เด็กวาดภาพตามแบบ เพราะเด็กจะไม่ได้ใช้จินตนาการเป็นการปิดกั้นความคิดของเด็ก แต่พอทำกิจกรรมเสร็จก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงให้วาดภาพให้เหมือนแบบมากที่สุด กิจกรรมนี้ทำให้เข้าใจในเนื้อหามากขึ้น




วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่2




บันทึกอนุทิน ครั้งที่2

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธ ที่ 21  เดือน มกราคม  พ.ศ. 2558

  

ความรู้ที่ได้รับ  

กิจกรรมก่อนเรียน  
   
           ร้องเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย ที่สามารถช่วยในการสอนกิจวัตรประจำวันของเด็กได้

                                                                                                   ผู้แต่ง อ.ศรีนวล รัตนสุวรรณ
                                                                                                    เรียบเรียง อ. ตฤณ แจ่มถิน
                                             


                                                                       
                                                                         
     เพลงอาบน้ำ

                                                             อาบน้ำซู่ซ่า     ล้างหน้าล้างตา

                                                    ฟอกสบู่ถูตัว              ชำระเหงื่อไคล

                                                    ราดน้ำให้ทั่ว              เสร็จแล้วเช็ดตัว

                                                    อย่าให้ขุ่นมัว             สุขกายสบายใจ



เพลง แปรงสีฟัน

                                                 ตื่นเช้าเราแรงฟัน            กินอาหารแล้วเราแปรงฟัน

                                        ก่อนนอนเราแปรงฟัน               ฟันสะอาดขาวเป็นเงางาม

                                        แปรงฟันที่ถูกวิธี                       ดูซิต้องแปรงขึ้นลง

                                         แปรงฟันที่ถูกวิธี                      ดูซิต้องแปรงขึ้นลง


เพลง พี่น้องกัน

                                                          บ้านของฉันอยู่ด้วยกันมากหลาย

                                               พ่อ แม่ ปู่ ย่า ลุง ป้า ตายาย

                                              มีทั้งน้า อา พี่และน้องมากมาย

                                              ทุกคนสุขสบาย เราเป็นพี่น้องกัน


เพลง มาโรงเรียน

                                                        เรามาโรงเรียน   เราเขียนเราอ่าน

                                               ครูเล่านิทานสนุกถูกใจ

                                               เราเขียนเราเล่น เราเป็นสุขใจ

                                               ร่าเริงแจ่มใสเมื่อมาโรงเรียน


           
 เพลงสามารถนำไปใช้กับเด็กพิเศษจริงๆและใช้ได้ผลด้วย เช่น เพลงอาบน้ำ เมื่อเด็กพิเศษทุกคนโดยเฉพาะเด็กดาวน์ซินโดรมเมื่อได้ยินเพลงอาบน้ำ ก็จะถอดเสื้อผ้าพร้อมที่อาบน้ำทันที 

             การร้องเพลงเป็นเคล็ดลับหนึ่งในการสอนเด็กเรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น เพลงแปรงฟัน  มีเด็กออทิศติกไม่ยอมแปรงฟัน เพราะจะกลับแปรงสีฟันมาก แล้วเมื่อเห็นเพื่อนร้องเพลงพร้อมๆกับแปรงสันตามจังหวะเพลง ต่อมาพอเดือนกว่าๆเด็กออทิสติกก็ยอมจับแปรงสีฟัน พอหลังจากนั้น 1อาทิตย์ เขาก็ยอมแปรงฟัน





เนื้อหาเรียนที่ได้รับในวันนี้ :

รูปแบบการจัดการศึกษา

             การศึกษาปกติทั่วไป (Regular ) เป็นการศึกษารูปแบบเดียวในสมัยก่อน ประมาณ 20-30ปีที่แล้ว เพื่อให้เด็กทั่วไปเรียน ส่วนเด็กพิเศษจะอยู่แบบซุกซ่อน พ่อแม่ให้ซ่อยอยู่แต่ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน เพราะอับอาย  พอสังคมเห็นความสำคัญของเด็กพิเศษจึงเกิดการศึกษาพิเศษขึ้นมา

            การศึกษาพิเศษ (Special Education) ได้นำแนวคิดมาจากต่างประเทศ เมื่อ 20กว่าปี เพื่อให้เฉพาะเด็กพิเศษได้เรียนเท่านั้น 

            จะเห็นได้ว่าสมัยก่อนการศึกษาจะมีการแยกกันชัดเจน ต่างคนต่างเรียน ทำให้เด็กอยู่แต่สังคมของตัวเอง ทำให้เด็กใช้ชีวิตในสังคมไม่ค่อยดี ทำให้เกิดการศึกษาแบบเรียนร่วม

การศึกษาแบบเรียนร่วมกับการศึกษาแบบเรียนรวมจะมีความคล้ายๆกัน 

            การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education)  ศูนย์EI เป็นผู้ควบคุมดูแลจะประสานงานกับทางโรงเรียน แล้วจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป หลักสูตรไม่เปลี่ยน แต่มีการเขียนแผน IEP การดูแลเด็กจะมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป โดยมีกิจกรรมให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน ในช่วงเวลาใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน การเรียนร่วมมี 2รูปแบบ 
  
                       1- การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)  เป็นการจัดให้เด็กพิเศษเรียนโรงเรียนปกติในบางเวลา เพราะเป็นเด็กพิเศษที่มีอาการระดับปานกลางถึงระดับมาก สามารถทำได้ในบางกิจกรรมเท่านั้น กิจกรรมที่ใช้กับเด็กพิเศษมากที่สุดคือ กิจกรรมดนตรี การเคลื่อนไหว เพราะดนตรีสามารถช่วยบำบัดอาการของเด็กพิเศษได้ดี และรองลงมา คือ กิจกรรมศิลปะ 

                       2- การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming) จัดให้เด็กที่มีอาการระดับน้อยเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน ต้องให้เด็กพิเศษและเด็กปกติได้มีกิจกรรมร่วมกันและได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน 

          การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)  เป็นความรับผิดชอบหลักของทางโรงเรียนจัดการศึกษาสำหรับทุกคนรับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา เด็กพิเศษจะมีสถานะเหมือนกับเด็กปกติทุกอย่าง โรงเรียนไม่สามารถเลือกเด็กได้ แต่เด็กและผู้ปกครองสามารถเลือกโรงเรียนได้ เช่น โรงเรียนสามเสน โรงเรียนเกษมพิทยา 

Wilson,2007  

           การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน คือสอนให้เด็กพิเศษได้ช่วยเหลือตนเองและใช้ชีวิตในสังคมได้ สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนในห้องได้ และเพื่อนก็สามารถปรับตัวและช่วยเหลือเด็กพิเศษได้
    
            กิจกรรมทุกชนิดที่นำไปสู่การสอนที่ดี ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้ กิจกรรมต้องไม่ยากจนเด็กพิเศษทำไม่ได้และไม่ง่ายจนเด็กปกติไม่อยากทำ

ความหมายที่ใช้โดยทั่วโลก จึงเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ทุกคนทุกประเทศได้เข้าใจตรงกัน

            "Inclusive Education is Education for all, It involves receiving people at the beginning of their education services needed by each individual"

              "การศึกษษแบบเรียนรวมรวมถึงทุกคนต้องเรียนตั้งแต่ขั้นต้นตั้งแต่วัยอนุบาล เด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน ครูจำเป็นต้องจัดการศึกษาให้เหมาะกับเด็กแต่ละบุคคล"

สรุปความหมายของการศึกษษแบบเรียนรวม

             เป็นการจัดการศึกษาที่จัดขึ้นให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติตามความต้องการของแต่ละบุคคล เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาส เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า "การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)" เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก 

             ทุกคนยอมรับว่ามีผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยก โดยเฉพาะเด็กดาวน์ซินโดรมจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นได้ชัด ครูจำเป็นต้องบอกเด็กคนอื่นๆก่อนเพื่อให้เด็กปกติเข้าใจ เพราะถ้าเด็กสงาสัยเด็กก็จะกลับไปถามผู้ปกครอง แล้วกลับมาเล่าให้เพื่อนให้ฟัง จึงทำให้เกิดการล้อเลียนได้ ทำให้เด็กรู้สึกและไม่อยากที่จะมาเรียนได้

ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

            ปฐมวัยเป็นวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ เพราะ เด็กอายุ 0-7 ขวบ เด็กจะเรียนรู้ได้ดี ซึมซับได้ดี และเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้



การนำความรู้ไปใช้

            นำเทคนิคการร้องเพลงต่างๆไปสอนเด็กในเรื่องของกิจวัตรประจำวัน เช่น บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องไปบอกเด็กว่า "เด็กค่ะไปอาบน้ำค่ะ" แต่เราสามารถร้องเพลงได้ เมื่อเด็กได้ยินเพลงเด็กก็เข้าใจทันที ดังกรณีที่อาจารย์ยกตัวอย่างเด็กดาวน์ซินโดรม




ประเมินตนเอง

             พยายามตั้งใจและจดสิ่งที่อาจารย์อธิบาย หลังจากได้ทำแบบทดสอบหลังเรียนกลับพบว่ายังทำไม่ค่อยได้ คาบหน้าควรที่จะปรับปรุงและต้องศึกษาเนื้อหาก่อนเข้าเรียน เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้น




ประเมินเพื่อน

             วันนี้เรียนรวมกับเพื่อนกลุ่มอื่น รู้สึกอบอุ่มมาก ปกติจะเดินสวนกันก็ไม่เคยได้มีโอกาสได้เรียนด้วยกัน แต่วันนี้ได้มีโอกาสคุยกัน ปรึกษากัน เพื่อนๆทุกคนตั้งใจเรียนและพยายามให้ความร่วมมือในการร้องเพลงและตอบคำถาม




ประเมินอาจารย์

              อาจารย์สอนสนุกเหมือนเดิม มีเทคนิควิธีการสอนที่ทำให้นักศึกษาเข้าใจง่ายไม่เครียด บรรยากาศในห้องสนุกไม่กดดันสนุกไปกับการเรียน ชอบวิธีการทำแบบประเมินหลังเรียนมาก เพื่อจะได้เช็คว่าเรามีความเข้าใจในเนื้อหามากน้อยเพียงใดและต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนไหน